B-QUIK KICKS OFF “DRIVER SELECTION PROGRAMME 2018”

23 MARCH 2018

บี-ควิก คิกออฟโปรแกรมเฟ้นหานักแข่ง ปี 2018 (เวอร์ชั่นภาษาไทย)

B-Quik Co. Ltd. (“B-Quik”) has just completed the first stage of its ambitious “Driver Selection Programme 2018” which saw 83 employees taking part in an intensive tuition process that, over the duration of three days, was narrowed down to twelve finalists to go forward to a second and final stage that will produce two winners.

The aim of the programme is for B-Quik to discover a motor racing ‘star of the future’ from amongst its more than 2,500 technical staff that work at its 145 Stores. We want to groom a future “Super Car” champion – taking one of our staff all the way to the pinnacle of national motorsport.

The final two drivers (with two reserves also to be selected) will then be inducted into B-Quik Racing Co. Ltd. (“B-Quik Racing”) to start working their way up the ‘racing ladder’.

The ‘first rung’ will see them race a Toyota Vios in the Toyota Vios Cup ‘one make’ championship this year as well as a Honda Brio in Thailand Super Series.

Clearly, the “Driver Selection Programme 2018” is a hugely ambitious project – no other company in Thailand undertakes such a far-sighted venture – and that’s really a reflection of B-Quik, setting the sector pace. We rise to every single challenge, we continually seek to be the best. It's quite simply what we are all about.

The evaluation programme was carried out at IMPACT Speed Park using its fleet of electric karts on behalf of B-Quik by Racing Spirit Co. Ltd. (“Racing Spirit”), the promoter of Thailand Super Series. The highly experienced coaches from Racing Spirit, which include former Thai national champions – drivers who have previously succeeded at what our programme aims to achieve – rigorously examined the applicants over three days through an exhaustive process that included not just their on-track skills but detailed evaluation of their ability to learn, their overall approach, commitment and even punctuality.

Over the three days the 83 finalists continuously raised their game and kept on improving, getting faster and faster and more competent with each session. Although 12 drivers went through to the final stage every single person who took part can be proud of what they achieved, everyone gave it their all, everyone dug in and showed what they were made of, it was quite a contest.

At the same time the two finalists from ‘Season 2’ – who now have a year’s racing in the Brios behind them – were closely evaluated by the Racing Spirit trainers to choose one to go forward to drive a Camaro TA2 in TA2 Thailand this year. It was very close such was the ability demonstrated by Narin Naeosathon and Sathaporn Veerachue but in the end the decision came down in favour of the former.

Henk J. Kiks (B-Quik): “We launched this programme as we want to develop a future Super Car champion from within the company and I know that with the ambition, drive and motivation of our staff that although this is a really big objective it’s one that we can really can take a big punch at. The enthusiasm to be selected for the challenge was sky high and then when we got to the first stage the commitment has been tremendous and everyone has worked hard over three days and given it their all. The speed at which they learnt, their application and developed skills reflect very well on the world class training programmes that underpin the success we have at B-Quik and we have instilled in all our technicians. We came together not just as a company but as a family over the three days. I’m very proud of all our staff, big congratulations to the final twelve and big congratulations to everyone who took part and showed what they could do, everyone was a winner.”

Preeda Tantemsapya (Racing Spirit): “They came from different backgrounds and different experiences and only three or four had experience of karting, so it was a level way to start the process. We don’t only look for fast drivers and at ability, we look for people that have good manners, are not over confident, quick at learning, not too aggressive and also ones that are prompt and on time, we take all this into consideration. The twelve finalists have received a TRA cap and T-shirt as well as a manual to study before going to the next stage as they will then have to do classroom exercises and not just driving, study will account for 30% of the course while driving skills will be 70%. I think this three-day programme has given us good basis and allowed us to see what they have to offer. I think after this process we now have good guidelines and, surprisingly as most have no experience of karting, we saw them learning fast and dropping chunks of laptime each day. I was also very impressed how punctual they are for their sessions and there is a lot of enthusiasm.

บี-ควิก คิกออฟโปรแกรมเฟ้นหานักแข่ง ปี 2018

บริษัท บี-ควิก เรซซิ่ง ได้เสร็จสิ้นการจัดโปรแกรมการคัดเลือกนักแข่ง ปี 2018 รอบแรก ซึ่งมีพนักงานจำนวน 83 คน เข้าร่วมติวเข้มเป็นเวลา 3 วัน โดยมีผู้ถูกคัดเลือกจำนวน 12 คน เพื่อผ่านเข้าสู่รอบที่ 2 และในรอบสุดท้ายจะคัดเลือกผู้ชนะเหลือเพียง 2 คน

เป้าหมายของโปรแกรมนี้สำหรีบบี-ควิก คือการค้นหาดาวดวงใหม่มาประดับวงการมอเตอร์สปอร์ต จากพนักงานกว่า 2,500 คนที่ทำงานอยู่ที่ศูนย์บริการ 144 แห่งทั่วประเทศ เราต้องการปั้นแชมป์ในการแข่งรถซูเปอร์คาร์ อันเป็นจุดสูงสุดของมอเตอร์สปอร์ตระดับประเทศ

นักแข่ง 2 คนสุดท้าย (พร้อมนักแข่งสำรองอีก 2 คน) จะได้เข้าร่วมทีมกับบี-ควิก เรซซิ่ง เพื่อเริ่มต้นการทำงานของพวกเขาในการไต่เต้าบนบันไดของวงการความเร็ว

ในขั้นแรก เราจะได้เห็นพวกเขาลงแข่งด้วยรถโตโยต้า วีออส ในรายการโตโยต้า วีออส วันเมคเรซ ในปีนี้ รวมถึงการใช้รถฮอนด้า บริโอ ลงแข่งขันในรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ ด้วย

เห็นได้ชัดว่า โปรแกรมการคัดเลือกนักแข่ง 2018 นี้เป็นโปรแกรมที่เล็งผลอันเป็นเลิศ ซึ่งไม่มีบริษัทไหนในประเทศไทยที่มองการณ์ไกลเช่นนี้ และนั่นคือภาพสะท้อนของบี-ควิกในการสร้างมาตรฐาน เราพร้อมรับทุกความท้าทาย เราค้นหาความเป็นที่สุดอย่างต่อเนื่อง นี่คือสิ่งที่แสดงความเป็นเราได้อย่างชัดเจน

การประเมินผลของโปรแกรมการคัดเลือกนี้ถูกจัดขึ้นที่อิมแพ็ค สปีด พาร์ค โดยใช้รถโกคาร์ทไฟฟ้าในนามของบี-ควิก โดยบริษัท เรซซิ่ง สปิริต ซึ่งเป็นผู้จัดการแข่งขันไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ โค้ชที่มากด้วยประสบการณ์จากเรซซิ่ง สปิริต รวมถึงอดีตแชมป์ประเทศไทยได้ทำการทดสอบผู้สมัครอย่างเข้มข้นตลอด 3 วัน ผ่านกระบวนอันละเอียดถี่ถ้วนที่ไม่ใช่เพียงแค่ทักษะบนสนามแข่งเท่านั้น แต่ยังประเมินผลลงลึกไปถึงความสามารถในการเรียนรู้ วิธีการที่ใช้ ความมุ่งมั่น และแม้กระทั่งการตรงต่อเวลา

ตลอดระยะเวลา 3 วัน ผู้ผ่านเข้ารอบทั้ง 83 คนได้ยกระดับเกมของพวกเขาและมีการปรับปรุงอย่างเนื่อง โดยสามารถทำความเร็วได้ดีขึ้นในแต่ละรอบ แม้ว่าจะมีเพียง 12 คนเท่านั้นที่จะได้เข้าสู่รอบสุดท้าย แต่ทุกคนที่เข้ามามีส่วนร่วมในครั้งนี้ก็ภาคภูมิใจในสิ่งที่พวกได้ทำ ทุกคนทำอย่างเต็มที่ และแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้

ในขณะเดียวกัน ผู้เข้ารอบ 2 คนสุดท้ายจากโปรแกรมเดียวกันนี้ในซีซั่นที่ 2 ซึ่งได้มีโอกาสลงแข่งด้วยรถฮอนด้า บริโอมาแล้วเป็นเวลา 1 ปี ก็ได้เข้ารับการประเมินโดยผู้ฝึกสอนจากเรซซิ่ง สปิริต เพื่อเลือกเพียงหนึ่งคนที่จะเป็นผู้ขับรถคามาโร ทีเอ2 ลงแข่งขันในรายการ ทีเอ2 ไทยแลนด์ ในปีนี้ ทั้งนรินทร์ แนวสถล และ สถาพร วีระเชื้อ ต่างก็มีความสามารถที่ใกล้เคียงกัน แต่ผลการตัดสินนั้นยังต้องผ่านความเห็นชอบก่อน

เฮงก์ เจ กิกส์ (บี-ควิก) กล่าวว่า "เราได้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นเนื่องจากเราต้องการที่จะปั้นแชมป์ในการแข่งรถซูเปอร์คาร์จากพนักงานภายในบริษัท และผมรู้ถึงความใฝ่ฝัน แรงผลักดัน และแรงจูงใจของพนักงานของเรา แม้ว่าจะเป็นเป้าหมายที่ใหญ่ แต่ก็เป็นเรื่องที่เราสามารถทำได้ ความกระตือรือร้นที่จะได้รับคัดเลือกในการแข่งขันมีสูงมาก และจากนั้นเมื่อเราก้าวสู่เวทีแรก ความมุ่งมันคือเรื่องใหญ่ ทุกคนทำงานกันอย่างหนักตลอด 3 วัน และทำอย่างเต็มที่ ความเร็วที่พวกเขาได้เรียนรู้ การประยุกต์ใช้และพัฒนาทักษะของพวกเขา สะท้อนได้เป็นอย่างดีในการฝึกอบรมระดับโลกที่ช่วยเสริมสร้างความสำเร็จให้กับบี-ควิก และเราได้ปลูกฝังสิ่งทั้งหมดนี้ให้กับช่างเทคนิคของเรา พวกเรามาด้วยกัน ไม่ได้เป็นแค่บริษัท แต่เป็นครอบครัวตลอด 3 วันที่ผ่านมา ผมภูมิใจกับพนักงานทุกคนมาก ขอแสดงความยินดีกับ 12 คนสุดท้าย และขอแสดงความยินดีกับทุกคนที่ได้เข้าร่วมและแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง ทุกคนคือผู้ชนะ"

นายปรีดา ตันเต็มทรัพย์ (เรซซิ่ง สปิริต) กล่าวว่า "พวกเขามีภูมิหลังและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน และมีเพียง 3 หรือ 4 คนเท่านั้นที่มีประสบการณ์ในการขับโกคาร์ท ดังนั้นมันจึงเท่ากับว่านี่คือการเริ่มในระดับต้น เราไม่ได้มองหานักแข่งที่เร็วและมีความสามารถเท่านั้น แต่เรามองหาคนที่มีมารยาทดี ไม่มั่นใจในตนเองเกินไป เรียนรู้ได้เร็ว ไม่ก้าวร้าวเกินไป และต้องเป็นคนที่มีความพร้อมและตรงต่อเวลาด้วย เราจะใช้เกณฑ์เหล่านี้ในการพิจารณา ผู้เข้ารอบทั้ง 12 คนจะได้รับหมวกและเสื้อยืดของทีอาร์เอ พร้อมคู่มือการเรียนก่อนที่จะไปสู่รอบต่อไป ซึ่งพวกเขาจะต้องทำแบบทดสอบในชั้นเรียน ไม่ใช่แค่การขับรถ การเรียนจะคิดเป็น 30% ในขณะที่ทักษะการขับรถจะคิดเป็น 70% ผมคิดว่าโปรแกรมใน 3 วันนี้จะมอบพื้นฐานที่ดีให้กับพวกเขา และทำให้เราเห็นสิ่งที่พวกเขาต้องการนำเสนอ ผมคิดว่าหลังจากกระบวนการนี้ เรามีแนวทางที่่ดีแล้ว และน่าแปลกใจมากที่ส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์ในการขับโกคาร์ท เราเห็นพวกเขาเรียนรู้อย่างรวดเร็ว และทำเวลาต่อรอบลดลงในแต่ละวัน ผมยังรู้สึกประทับใจมากที่ได้เห็นว่าพวกเขาทำเวลาได้ตามที่กำหนด และมีความกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก”